วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ตัวเป็นๆ ยูนิคอร์นแห่งท้องทะเล


"นาร์วาฬ" มีงาออกจากปาก แต่ลักษณะเป็นเกลียวคล้ายเขาของยูนิคอร์นสัตว์ในเทพนิยาย (ภาพเนชั่นแนลจีโอกราฟิก)

ยุคสมัยที่ใครๆ ก็มีคลิป (หลุด) ไม่เว้นแม้แต่สัตว์ที่หาชมได้ยากสุดๆ อย่าง "นาร์วาฬ" เจ้าของฉายา "ยูนิคอร์นแห่งท้องทะเล" ก็หนีไม่พ้นกล้องของทีมสารคดีบีบีซี ที่เฝ้าติดตามสัตว์ลึกลับแห่งอาร์กติกมาเกือบปี นับเป็นครั้งแรก ที่สามารถบันทึกเส้นทางอพยพของนาร์วาฬจากมุมสูงได้

ทีมงานแผนกธรรมชาติวิทยา บีบีซีแห่งอังกฤษ (BBC Natural History Unit) ภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง กับสิ่งที่บันทึกได้ระหว่างการถ่ายทำสารคดีชุด เหตุการณ์ยิ่งใหญ่แห่งธรรมชาติ (Nature's Great Events)

ภาพสิ่งมีชีวิตฝูงหนึ่ง ที่แหวกว่ายไปตามรอยแยกของน้ำแข็งบนผืนมหาสมุทรอาร์กติก ระหว่างกำลังอพยพย้ายถิ่นในช่วงฤดูร้อน

สัตว์ที่ผ่านเข้ามาให้บีบีซีได้มีโอกาสบันทึกนั้นคือ "นาร์วาฬ" (Narwhal) วาฬขาวขนาดเล็ก ที่อาศัยอยู่บริเวณอาร์กติก ซึ่งบางครั้งวาฬน้อยเหล่านี้ ได้รับฉายาว่า "ยูนิคอร์นแห่งอาร์กติก" หรือ "ยูนิคอร์นแห่งท้องทะเล" เพราะงาที่มีลักษณะบิดเกลียวยื่นยาวแทงทะลุออกมาจากปากของพวกมัน

งา (ที่เหมือนจะเป็นเขาของยูนิคอร์น) แต่ยื่นออกจากปากของนาร์วาฬนี้ ยาวประมาณ 2 เมตร ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า งาอันยาวยืดนี้เป็นความภาคภูมิใจของนาร์วาฬเพศผู้ที่ใช้ดึงดูดความสนใจระหว่างการจับคู่

ทีมงานของบีบีซีมุ่งหน้าสู่อาร์กติกตั้งแต่เดือน มิ.ย. 51 ที่ผ่านมา เพื่อจับจ้องบันทึกภาพการอพยพของเหล่าสัตว์ที่มีงาเหมือนช้างในช่วงฤดูร้อน

ช่วงเวลานี้ของปี อากาศเริ่มมีความร้อนสูงมากขึ้น ทำให้อุณภูมิน้ำทะเลสูงกว่าจุดเยือกแข็ง แผ่นน้ำแข็งหนาๆ เริ่มละลาย สร้างพื้นที่น้ำแข็งแตกกระจายไปทั่ว

ทุกๆ ปีในหน้าร้อนนาร์วาฬนับพันๆ ตัว จะใช้รอยแยกของแผ่นน้ำแข็งเป็นเส้นทางอพยพจากแหล่งที่อยู่คือบาฟฟิน เบย์ (Baffin Bay) ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างมหาสมุทรอาร์กติกกับแอตแลนติก ที่บริเวณแคนาดา มุ่งหน้านับพัน กิโลเมตรสู่ไฮอาร์กติกฟยอร์ด (High Arctic Fjords) อ่าวน้ำแข็งแถบขั้วโลกเหนือ พรมแดนของนอร์เวย์

ทว่า การติดตามหาร่องรอยของสัตว์เหล่านี้ใช่ว่าจะง่ายดาย

จัสติน แอนเดอร์สัน ผู้ผลิตรายการนี้กล่าวว่า แม้นาร์วาฬจะตัวใหญ่ แต่พื้นที่ในการค้นหาก็กว้างใหญ่พอๆ กับสก็อตแลนด์

"เหมือนกับงมเข็มในมหาสมุทร" เขาเปรียบเทียบ ทีมงานของเขาพร้อมกล้องบันทึกภาพใต้น้ำ ต้องใช้เวลาราว 4 สัปดาห์เฝ้ารอยูนิคอร์นทะเลบนแผ่นน้ำแข็ง แต่เมื่อเห็นร่องรอยของสิ่งที่รอคอยแล้ว แผ่นน้ำแข็งที่แทรกตัวอยู่ก็เริ่มเป็นอันตราย บางเกินกว่ามนุษย์จะอยู่ได้

แม้จะเปลี่ยนแผนมาใช้เฮลิคอปเตอร์ตามหา ที่ดูเหมือนว่าจะสะดวกสบายในการเดินทาง แต่หมอกในอาร์กติกก็เป็นอันตรายต่อการขับเครื่องบินเป็นอย่างยิ่ง

ทว่าหลังจากตามหาด้วยเฮลิคอปเตอร์มา 7 วันแล้ว ในวันที่ 8 ของการบินที่ท้องฟ้าแจ่มใส อีกทั้งยังมีพระอาทิตย์เที่ยงคืน (ในฤดูร้อนที่ขั้วโลกเหนือจะเห็นดวงอาทิตย์ 24 ชั่วโมง) ทำให้ช่างภาพสามารถบันทึกนาร์วาฬที่แหวกว่ายตามเส้นทางที่คาดหมาย จากเฮลิคอปเตอร์ได้ไม่ยาก

แอนเดอร์สัน กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า นับเป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกภาพการอพยพของนาร์วาฬได้ ภาพนาร์วาฬที่บันทึกได้ก่อนๆ หน้านี้ เป็นภาพที่บันทึกบนแผ่นน้ำแข็ง เห็นแค่การใช้ชีวิตรอบๆ นี่นับเป็นครั้งแรกที่บันทึกได้จากมุมสูง

"เป็นภาพที่มหัศจรรย์มาก สัตว์เหล่านี้ไม่น่าเชื่อว่าจะมีจริง เหมือนสัตว์จากเทพปกรณัม พวกเราประหลาดใจมากที่ได้เห็นพวกมัน" แอนเดอร์สันกล่าว

การพบเห็นนาร์วาฬ เป็นโอกาสที่จะได้ศึกษาความซับซ้อนของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแถบอาร์กติก นับเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ยากในธรรมชาติ

แมดส์ เพียเตอร์ ไฮเดอ-ยอร์เก้นเซน (Mads Pieter Heide-Jorgensen) จากสถาบันทรัพยากรธรรมชาติแห่งกรีนแลนด์ (Greenland Institute of Natural Resources) เปิดเผยว่า จุดประสงค์ที่สัตว์เหล่านี้อพยพในช่วงฤดูร้อน ยังคงเป็นปริศนา

เขาอธิบายว่า สิ่งที่น่าสนใจคือนาร์วาฬ หาอาหารในน้ำลึก ที่บริเวณใจกลางบาฟฟินเบย์ในช่วงฤดูหนาว แต่เมื่อถึงฤดูร้อนก็หาอาหารได้ด้วยความยากลำบาก จึงทำให้พวกมันถอยกลับไปอยู่บริเวณทะเลน้ำแข็ง ซึ่งนาร์วาฬมีพฤติกรรมอย่างนี้มานานนับพันปี

อย่างไรก็ดี การที่นาร์วาฬอพยพไปใช้เวลาช่วงฤดูร้อนที่บริเวณหน้าทะเลน้ำแข็งเกือบติดกับขั้วโลกเลยนั้น เป็นสิ่งที่นักธรรมชาติวิทยาขั้วโลกยังไม่สามารถค้นหาคำตอบได้

ด้วยความที่ต้องการศึกษาความเชื่อมโยงของน้ำแข็งอาร์กติกับนาร์วาฬ ว่าจะพวกมันจะมีปฏิกิริยาต่อการเปลี่ยนแปลงของน้ำแข็งที่ปกคลุมมหาสมุทรอาร์กติกอย่างไร

ศ.ไฮเดอ-ยอร์เก้นเซนได้ติดตั้งอุปกรณ์เชื่อมต่อสัญญาณดาวเทียม ตามตำแหน่งเส้นทางที่นาร์วาฬว่ายน้ำผ่าน โดยตรวจสอบอุณหภูมิน้ำที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งพบว่าอุณหภูมิน้ำลึกเพิ่มสูงขึ้นมากในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดีศาสตราจารย์จากกรีนแลนด์ยังไม่ด่วนสรุปฟันธงว่า สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงสังผลต่อเหล่านาร์วาฬอย่างไร สำหรับสารคดี Nature's Great Events ตอน The Great Melt ของบีบีซีที่บันทึกภาพนาร์วาฬได้ในครั้งนี้ จะออกอากาศผ่านช่อง BBC One ในวันพฤหัสบดีที่ 12 ก.พ.52 เวลา 04.00 น. ตามเวลาประเทศไทย (หรือตรงกับวันที่ 11 ก.พ.52 เวลา 21.00 น. ตามเวลามาตรฐาน)

คลิกเพื่อชมคลิปการอพยพของนาร์วาฬ ที่บีบีซีบันทึกได้ http://news.bbc.co.uk/2/hi/science/nature/7870300.stm

ว้าว!! ในที่สุดก็ได้เห็น “วงแหวนแห่งไฟ”


ในที่สุด ก็ได้เห็น “วงแหวนแห่งไฟ” ปรากฏขึ้นระหว่างการเกิดสุริยุปราคา ที่ท้องฟ้าเหนือเกาะชวา เตือนไว้นิดว่าอย่าเพ่งนาน เพราะแม้ว่าจะเป็นภาพถ่าย แต่ก็ร้อนแรงไม่แพ้แสงอาทิตย์ ในที่สุด ก็ได้เห็น “วงแหวนแห่งไฟ” ปรากฏขึ้นระหว่างการเกิดสุริยุปราคา ที่ท้องฟ้าเหนือเกาะชวา เตือนไว้นิดว่าอย่าเพ่งนาน เพราะแม้ว่าจะเป็นภาพถ่าย แต่ก็ร้อนแรงไม่แพ้แสงอาทิตย์
สุริยุปราคา ที่เกิดขึ้นในวันที่ 26 ม.ค.2552 นี้ แม้ว่าจะสังเกตกันได้ในหลายพื้นที่ แต่มีผู้โชคดีเพียงน้อยนิด ที่จะได้เห็น “วงแหวนแห่งไฟ” (Ring of fire) ซึ่งเป็นอีกชื่อเรียกของ “สุริยุปราคาแบบวงแหวน” (Annular Solar Ecplise) โดยในช่วงกลางของอุปราคา ดวงอาทิตย์จะถูกบังด้วยดวงจันทร์ทั้งดวง แต่ไม่ทาบสนิท จึงเห็นเป็นรูปวงแหวน
สุริยุปราคาแบบวงแหวนนี้ เป็นปรากฏการณ์ที่ผู้สังเกตอยู่ในตำแหน่งเงามืดพาดลงบนพื้นโลก แต่ดวงจันทร์อยู่ห่างจากโลกมาก จนเงามืดทอดยาวไม่ถึงโลก ทำให้เห็นดวงจันทร์มีขนาดปรากฏเล็กกว่าดวงอาทิตย์
สำหรับผู้ที่คาดว่าจะโชคดีทีได้เห็น “วงแหวนแห่งไฟ” ก็คือ ผู้ที่อยู่ในแถบมหาสมุทรอินเดีย โดยสามารถสังเกตสุริยุปราคาวงแหวนนานที่สุดถึง 7 นาที 56 วินาที แต่ภาพนี้ก็ได้รับการบันทึกที่เมืองบันดาร์ ลัมปุง (Bandar Lampung) บนเกาะชวา ห่างจากกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซีย ไปนิดเดียว
ส่วนผู้ที่อยู่ในบริเวณอื่นๆ อย่าง แอฟริกา มาดากัสการ์ ออสเตรเลีย อินเดียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย ก็ได้เห็นเป็นเพียงสุริยุปราคาบางส่วน (Partial Solar Eclipse) ที่ผู้สังเกตอยู่ในตำแหน่งเงามัว จึงเห็นดวงอาทิตย์สว่างเป็นเสี้ยว อย่างที่ได้ชมผ่านตาไปแล้ว
อย่างไรก็ดี คราสครั้งสำคัญอีกครั้งในปีนี้ คือ “สุริยุปราคาเต็มดวง” ในเดือน ก.ค.2552 ซึ่งพื้นที่ที่จะสังเกตเห็นได้ทั้งหมดของปรากฏการณ์ คือ อินเดีย และ จีน (ทั้งคู่นับเป็นประเทศที่มีประชากรมากอันดับสูงสุดของโลก -- ดังนั้น จึงเชื่อได้ว่า สุริยคราสครั้งนี้ น่าจะมีผู้ได้ชมมากที่สุดไปด้วย) อีกทั้งยังเป็นสุริยุปราคาเต็มดวงนานกว่า 6 นาที นับว่ายาวนานที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 21
ระหว่างรอปรากฏการณ์ใหญ่แห่งศตวรรษ ก็ยังมีจันทรุปราคาเงามัว 2 ครั้ง เรียกน้ำย่อยกันไปก่อน คือ วันที่ 9 ก.พ.2552 ระหว่างเวลา 19.39-23.38 น.และอีกครั้งในวันที่ 7 ก.ค.2552 ระหว่างเวลา 15.38-17.39 น. โดยไม่เห็นในประเทศไทย


ทำไมเนื้อคู่กัน จึงมีหน้าตาคล้าย

ถ้าไม่พูดถึงการดึงดูดของเพศตรงข้าม เราจะชอบคนที่ลักษณะท่าทางดูเหมือนกับเรา เพราะว่าพวกเขามีแนวโน้มที่จะมีบุคลิกที่คล้ายคลึงกับเราด้วย และจากการศึกษาพบว่า ถ้าเราอยู่กับใครเป็นระยะเวลานานๆ แล้ว เราจะดูคล้ายคนๆ นั้นมากขึ้น

นักวิจัยได้ทำการสำรวจว่าทำไมคู่ชีวิตจึงมักมีหน้าตาที่คล้ายกัน พวกเขาได้สอบถามผู้เข้าร่วมการวิจัยชาย 11 คน และหญิง 11 คน ถึงคู่ชีวิต 160 คู่ในชีวิตจริง ที่มีความน่าดึงดูดของบุคลิกลักษณะ โดยให้ดูรูปของสามีและภรรยาแยกกัน โดยที่ผู้เข้าร่วมทดสอบไม่ทราบว่าคนไหนแต่งงานกับคนไหน

ผลการทดสอบผู้เข้าร่วมได้ให้คะแนนหญิงและชายที่เป็นคู่ชีวิตกันจริงๆ ว่ามีลักษณะที่เหมือนกันและมีบุคลิกที่คล้ายคลึงกัน และคู่ที่อยู่ด้วยกันนานก็มีความคล้ายคลึงกันมากขึ้น นักวิจัยได้คาดว่าการได้มีประสบการณ์ร่วมกันอาจมีผลกับหน้าตาของคู่ชีวิตทั้งคู่

เหตุผลทางชีววิทยา

Tony Little จากมหาวิยาลัยลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า ความคิดที่ว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างรูปร่างหน้าตาและบุคลิกภาพอาจดูแปลกในตอนแรก แต่ก็มีเหตุผลทางชีววิทยาที่เชื่อมโยงความคิดนี้

เขากล่าวว่า ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) มีความเกี่ยวข้องกับโครงสร้างของใบหน้าของผู้ชาย และมีผลต่อพฤติกรรมด้วย ดังนั้นการแสดงออกของอารมณ์บนใบหน้าของเรา และการแสดงออกทางอารมณ์เป็นระยะเวลานานอาจทำให้มันติดอยู่บนหน้าเรา ตัวอย่างเช่น คนที่ยิ้มมากๆ ใบหน้าก็อาจแสดงเส้นสายและกล้ามเนื้อที่บอกว่าเป็นคนที่มีความสุข

การศึกษาอื่นๆ ได้แสดงว่าคู่ที่มีพันธุกรรมที่คล้ายคลึงกัน มีแนวโน้มที่จะเป็นคู่แต่งงานที่มีความสุขมากกว่า บุคลิกภาพและลักษณะทางกายภาพที่คล้ายคลึงกันอาจเป็นทางหนึ่งที่วัดถึงความคล้ายคลึงกันทางพันธุกรรมด้วย

การศึกษาใหม่ ซึ่งรายละเอียดจะตีพิมพ์ในวารสาร Personality and Individual Differences เดือนมีนาคม ชี้ว่าคนเคราถ้าใช้การมองดูลักษณะใบหน้าเพื่อที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับบุคลิกของใครนั้น อาจมีความผิดพลาดถ้ามีการดูหน้าที่มากหน้าหลายตา อย่างไรก็ตามการตัดสินใจนั้นจึงเป็นที่ตาและรอยยิ้ม รอยยิ้มเป็นสิ่งสำคัญในสังคมที่จะบอกว่าคนๆ นั้นมีความเป็นมิตรมากน้อยแค่ไหน และตาก็เป็นจุดที่ให้ความสนใจ เขากล่าว

รูปร่างโครงหน้าทั้งหมดก็มีความสำคัญเหมือนกัน ตัวอย่างเช่น คางที่ใหญ่ ที่เกิดจากการรวมตัวของกล้ามเนื้อ และช่วงสันจมูกถึงคิ้วก็สามารถแสดงอารมณ์ของความไม่เห็นด้วยและความไม่เต็มใจในการร่วมมือได้

ขณะนี้นักวิจัยได้มองหาคนที่โสดและมีส่วนร่วมในการศึกษาในการสืบสาวว่าลักษณะทางกายภาพและบุคลิกภาพของแต่ละคนมีอิทธิพลกับความชอบส่วนบุคคลหรือไม่ รายละเอียดงานวิจัยนี้อาจเข้าไปดูได้ที่http://www.alittlelab.com


ที่มาhttp://www.livescience.com/humanbiology/060214_face_personality.html

วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

คลื่นสมอง 4 ชนิด ในสมองซีกซ้ายและขวา ก่อเกิดการเพิ่มพลังจิตให้มีระดับสูงขึ้น

ในธรรมชาติเมื่อเราทำให้น้ำเคลื่อนไหวเช่น การโยนก้อนหินลงไป ก็จะเกิดเป็นคลื่นพลังงานในน้ำเห็นได้ชัดเป็นระลอกคลื่น ในร่างกายของมนุษย์ก็มีพลังงานคลื่นที่สามารถตรวจวัดได้หลายอย่าง เช่น คลื่นหัวใจ (ตรวจวัดโดย ECG , Electro Cardiograph) คลื่นสมอง ตรวจวัดโดย EEG ( Electro Encephalograph )

คลื่นสมองจะมีลักษณะเคลื่อนไหว ขึ้นและลง เหมือนคลื่นทั่วไป โดยใช้หน่วยการวัดเป็น รอบต่อวินาที ในปัจจุบันวัดคลื่นสมองได้ 4 ชนิด คือ เบต้า Beta อัลฟรา Alpha เธต้า Theta และเดต้า Delta โดยแบ่งตามความถี่ของคลื่น (รอบต่อวินาที)โดย


เบต้า Beta จะมีคลื่นความถี่ที่ 13 ถึง 25 รอบต่อวินาที ความหมายของคลื่นเบต้า คือ สมองอยู่ในภาวะการทำงานและควบคุมจิตใต้สำนึก เช่น กำลังทำงานทั่วไป กำลังพูด กำลังทำกิจกรรมต่างๆ

อัลฟรา Alpha จะมีคลื่นความถี่ที่ 8 ถึง 12 รอบต่อวินาที ความหมายของคลื่นอัลฟรา คือ สมองอยู่ในช่วงพักผ่อนหรือกำลังทำสมาธิ วึ่งเป็นช่วงที่สมองสามารถคิดสร้างสรรค์หรือเรียนรู้ได้อย่างรวดเร้ว

เธต้า Thata จะมีคลื่นความถี่ที่ 4 ถึง 11 รอบต่อวินาที ความหมายของคลื่นเธต้า คือ สมองอยู่ในช่วงเข้าสมาธิแบบลึก มีความเชื่อมโยงกับการเห็นภาพต่างๆ

เดต้า Delta จะมีคลื่นความถี่ที่ 0.5 ถึง 3 รอบต่อวินาที เป็นช่วงที่สมองหลับอย่างเต็มที่โดยไม่มีความฝันใดๆ หรือ เป็นช่วงที่พักผ่อนอย่างเต็มที่

ในสมองของมนุษย์ยังมีการแบ่งออกเป็น สมองซีกซ้าย และ สมองซีกขวา ซึ่งโดยปกติคลื่นสมองในด้านซ้ายและด้านขวาจะมีความถี่ และการขึ้นลงเป็นอิสระต่อกัน จึงทำให้คลื่นสมองด้านซ้ายและขวาจะแตกต่างกัน .... แต่นักวิทยาศาสตร์ตรวจพบว่าในระหว่างการทำสมาธินั้นจะเกิดการปรับความถี่ของสมองด้านซ้ายและสมองด้านขวาให้ขึ้นลงเหมือนกันเรียกว่า ซิงโคไนท์ Synchronization และ ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า การเกิดSynchronization ของคลื่นสมองนี้ทำให้เกิดพลังจิตที่เพิ่มขึ้นในมนุษย์และทำให้สามารถเรียนรู้ข้อมูลจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว ตลอดจนเกิดความคิดสร้างสรรค์อย่างยอดเยี่ยม

ในอดีตคนเชื่อว่า คลื่นสมองและสารที่หลั่งจากสมองนั้นไม่สามารถบังคับหรือควบคุมการเกิดได้ แต่ปัจจุบันหลังจากมีการทดลองและตรวจวัดทางวิทยาศาสตร์กับนักฝึกจิต พบว่านักฝึกจิตสามารถควบคุมคลื่นสมองและสารที่หลั่งจากสมองได้


http://www.scisawan.com/article/show.php?Category=stu&No=90

ดาวแคนตาลูป

ดาวแคนตาลูป

วันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2389 คือวันที่ประวัติศาสตร์ได้จารึกว่า John Galle และ Heinrich d' Arrest ได้เห็นดาว Neptune เป็นครั้งแรก และอีก 17 วันต่อมา William Lassell นักดาราศาสตร์สมัครเล่น ผู้มีอาชีพหลักคือ ขายเบียร์ ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์ที่เขาประดิษฐ์ขึ้น ส่องดูดาว Neptune บ้าง และเขาได้เห็นดวงจันทร์ดวงแรกของ Neptune เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมของปีนั้นเอง แต่ Lassell ได้รู้สึกทึ่งมาก เมื่อเขาเห็นว่าดวงจันทร์ดวงใหม่นี้เป็นดวงจันทร์ดวงเดียวของสุริยจักรวาล ที่หมุนรอบตัวเองสวนทิศกับทิศการหมุนของดาวเคราะห์ Neptune แต่ Lassell มิได้ตั้งชื่อดวงจันทร์ที่เขาพบ จนกระทั่งอีก 60 ปีต่อมา เมื่อสมาคมดาราศาสตร์นานาชาติมีความประสงค์จะรายงานสถานภาพ ดวงจันทร์ของ Neptune สมาคมจึงได้ตั้งชื่อดวงจันทร์ที่ Lassell พบว่า Triton ตามชื่อของนางไม้ในเทพนิยายกรีก ผู้มีหน้าที่ดูแลเทพ Neptune สำหรับตัวของ Lassell เอง นอกจากจะได้เป็นผู้พบ Triton แล้ว เขายังพบดวงจันทร์ชื่อ Hyperion ของดาวเสาร์ และดวงจันทร์ชื่อ Ariel ของ Uranus อีกด้วย ในภาพรวมการพบ Triton ถือได้ว่าเป็นการพบ ที่สำคัญที่สุด

ถึงแม้โลกจะได้เห็น Triton มานานร่วม 150 ปีแล้วก็ตาม แต่โลกก็แทบจะไม่มีความรู้ใดๆ เกี่ยวกับ Triton เลย จนกระทั่งเมื่อยาน Voyager 2 ได้โคจรผ่านดวงดาวนี้เมื่อ 11 ปีก่อน ที่ระดับความสูง 39,800 กิโลเมตร ด้วยความเร็ว 27 กิโลเมตร/วินาที Voyager2 สามารถรวบรวมข้อมูลได้มากมาย เช่น Triton มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 2,710 กิโลเมตร ดังนั้น มันจึงมีขนาดเล็กกว่าดวงจันทร์ของเราเล็กน้อย แต่ก็ใหญ่กว่าดาว Pluto มันหมุนรอบตัวเองทุก 5.88 วัน และอยู่ห่างจาก Neptune 355,000 กิโลเมตร อุปกรณ์วัดแรงดึงดูดแบบโน้มถ่วงบนยาน ให้ข้อมูลที่แสดงว่า Triton มีความหนาแน่น 2.05 กรัม/ลูกบาศก์เซ็นติเมตร ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า มันประกอบด้วยหินและน้ำแข็ง Voyager 2 ยังรายงานต่อไปอีกว่าบริเวณขั้วใต้ของ Triton ซึ่งมีสีชมพูเรื่อๆ นั้นสะท้อนแสงได้ 80% ในขณะที่ขั้วเหนือซึ่งมีสีน้ำตาลจางๆ สะท้อนแสงได้ 60% และการที่อุณหภูมิที่ผิวของ Triton เย็นถึง -236 องศาเซลเซียส โดยเฉลี่ย Triton จึงเป็นดาวที่เย็นที่สุดของสุริยจักรวาล นอกจากนี้ Voyager 2 ยังรายงานอีกว่า Triton เป็นหนึ่งในสามของดวงจันทร์ทั้งหมดในสุริยจักรวาลที่มีบรรยากาศ (ดวงจันทร์อีก 2 ดวงที่มีบรรยากาศนั้นคือ Io ของดาวพฤหัสบดี และ Titan ของดาวเสาร์)

แต่ข้อมูลที่ทำให้นักดาราศาสตร์ตื่นตามากที่สุดคือ สภาพผิวของ Triton ที่ค่อนข้างจะราบเรียบเหมือนผิวผลแคนตาลูป (cantaloupe) ซึ่งเรียบเหมือนไม่ค่อยถูกอุกกาบาตหรือดาวหางพุ่งชนเลย ภาพถ่ายแสดงภาพหลุมอุกกาบาตเพียง 15 หลุมเท่านั้นเอง ปัญหาที่นักดาราศาสตร์สนใจใคร่รู้คำตอบก็คือ เหตุใดจำนวนหลุมอุกกาบาตบน Triton จึงมีจำนวนน้อยเช่นนี้

นักดาราศาสตร์ได้รู้มานานแล้วว่าไม่มีดาวเคราะห์ดวงใดจะมีอายุยืนนานเป็นนิจนิรันดร์ พูดง่ายๆ คือ ดาวทุกดวงต้องตาย โลกก็เช่นกัน การที่โลกมีอายุมาได้นาน 4,500 ล้านปี โลกจึงกำลังอยู่ในวัยกลางคน แต่ในอนาคตโลกก็ต้องตายเช่นกัน ในการกำหนดหลักเกณฑ์การมีชีวิตหรือตายของดาวนั้น นักวิทยาศาสตร์ถือว่าสภาพผิวของดาวดวงใดมีการเปลี่ยนแปลง ดาวดวงนั้นมีชีวิต แต่ถ้าผิวดาวไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย ดาวดวงนั้นตาย

ดังนั้น เมื่อนักวิทยาศาสตร์ใช้เกณฑ์ๆ นี้กับดวงจันทร์ เขาก็สามารถบอกได้ว่า ดวงจันทร์ได้ตายไปเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อนนี้ เพราะผิวดวงจันทร์ไม่ได้เปลี่ยนสภาพเลย ทั้งเพราะดวงจันทร์ไม่มีภูเขาไฟที่มีชีวิตและไม่มีแหล่งความร้อนใต้ดาวอันเป็นผลจากการสูญเสียความร้อนโดยการเย็นตัวของมันนั่นเอง

แต่ถ้าดวงจันทร์มีชีวิต ความร้อนที่มีอยู่ใต้ดวงจันทร์ก็จะผลักดันลาวาหรือหินเหลวออกมา ซึ่งจะทำให้เราเห็นปรากฎการณ์ภูเขาไฟระเบิด และเห็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวซึ่งจะทำให้มีกระแสลาวาไหลปกคลุม แอ่งอุกกาบาต จนผิวดวงจันทร์ราบเรียบกว่าที่เห็นทุกวันนี้

ทุกวันนี้ นักดาราศาสตร์จึงนิยมใช้สภาพของหลุมอุกกาบาตในการบอกอายุของผิวดาว เช่น ถ้าดาวดวงใดมีหลุมอุกกาบาตมาก ผิวดาวนั้นก็มีอายุมากหรืออาจตายไปนานแล้ว แต่ถ้าผิวดาวดวงใดมีหลุมอุกกาบาตน้อย ผิวดาวนั้นก็มีอายุน้อย เป็นต้น

แต่เมื่อนักดาราศาสตร์ใช้เหตุผลเดียวกันนี้ ในการพิจารณาผิวของ Triton เขาก็พบว่า การที่ผิว Triton ราบเรียบกว่าปกตินั้นก็แสดงว่า Triton ยังคงมีชีวิตอยู่ ซึ่งหมายความต่อไปอีกว่า Triton ยังคงมีแหล่งความร้อนขนาดใหญ่เก็บกักอยู่ภายใต้ผิวดาว แต่ Triton มีขนาดเล็กกว่าดวงจันทร์ของเขา ก็ในเมื่อดวงจันทร์กับ Triton เกิดมาพร้อมๆ กัน แล้วเหตุใดความร้อนในดวงจันทร์จึงไหลออกหมด แต่ความร้อนใน Triton กลับยังมีอยู่

ภาพถ่ายที่ได้จากยาน Voyager 2 ยังแสดงให้เห็นว่าครั้งหนึ่งของผิว Triton ประกอบด้วยธาตุไนโตรเจน คาร์บอนมอนอกไซด์ และก๊าซมีเทนที่แข็ง และบรรยากาศเหนือ Triton นั้นมีความดันเพียง 0.000015 เท่าของโลกเท่านั้นเอง ยาน Voyager 2 ยังถ่ายภาพเมฆที่ประกอบด้วย hydrogen cyanide และ ethane ที่ระดับสูง 13 กิโลเมตรเหนือดาวให้เราเห็นอีกด้วย การวิเคราะห์ภาพถ่ายอย่างละเอียดทำให้เราเห็นน้ำพุที่ประกอบด้วย ammonia และ methanol เป็นลำสูงถึง 8 กิโลเมตร การเห็นน้ำพุร้อน เช่นนี้ทำให้นักดาราศาสตร์สรุปว่ามาจากการที่ Triton ถูกแรงโน้มถ่วงที่มากมหาศาลของดาว Neptune กระทำจนหินและน้ำแข็งในดาวถูกบีบอัดอย่างรุนแรง ดังนั้น เวลาพลังงานยืดหยุ่นในหินเหล่านี้ถูกปลดปล่อยออกมาในลักษณะของพลังงานความร้อน เราจึงเห็นมันละลายน้ำแข็งใต้ดาว ให้ไหลขึ้นมาเป็นน้ำพุร้อนได้ ข้อมูลนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์เมื่อ 11 ปีก่อน คิดว่าผิวของ Triton น่าจะมีอายุประมาณ 600 ล้านปี ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับอายุ 4,500 ล้านปีของ Triton เอง อายุของผิวก็นับว่ายังน้อย แต่ก็ยังไม่น้อยมากเท่าอายุผิวของ Europa ซึ่งนักดาราศาสตร์ได้ประมาณว่า มีอายุเพียง 50 ล้านปีเท่านั้นเอง

ในที่ประชุมเรื่อง Pluto และ Triton ของสมาคมดาราศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 23-24 กันยายน พ.ศ.2542 ที่เมือง Flagstaff ในรัฐ Arizona A. Stern และ W. Mc Kennon แห่งมหาวิทยาลัย Washington ที่ St. Louis ได้รายงานว่า เมื่อเขาได้ทบทวนข้อมูลจำนวนดาวหาง และอุกกาบาตที่มีทั้งหมดในสุริยจักรวาลที่มีโอกาสพุ่งชน Triton เขาได้พบ "ความจริง" ใหม่ว่า ผิวของ Triton มีอายุไม่ถึง 600 ล้านปี โดยตัวเลขที่ดีกว่าคือ 100 ล้านปีเท่านั้นเอง

ส่วน K. Zahnle แห่ง NASA ซึ่งได้ใช้เทคนิคการถ่ายภาพของกล้องโทรทรรศน์ Hubble มาประยุกต์กับภาพที่ได้จาก Voyager 2 เขาก็รู้สึกแปลกใจ เมื่อพบว่า อายุของหลุมอุกกาบาต Triton เป็นเพียง 10 ล้านปีเท่านั้นเอง

ดังนั้น จึงเป็นไปได้มาก ว่า ณ ที่ลึกลงไปใต้ดาว Triton มี "ทะเล" อีกหนึ่งทะเลที่ทำหน้าที่พ่นน้ำพุร้อนออกมาทำให้ผิวของ Triton ดูอ่อนเยาว์ครับ


http://www.scisawan.com/article/show.php?Category=stu&No=123

เด็กแฝดมักเกิดกับแม่ที่มีอายุมาก.

เด็กแฝดมักเกิดกับแม่ที่มีอายุมาก.

การศึกษาของชาวดัชพบว่า เด็กแฝดมักเกิดกับแม่ที่มีอายุมากเพราะว่าแม่มักจะมีแนวโน้มที่จะสร้างไข่ได้ทีละหลายใบมากกว่าหญิงที่มีอายุน้อยกว่า

การเพิ่มขึ้นของการรักษาเรื่องการสืบพันธุ์ (ของแต่ละคน) อธิบายถึงอัตราการเกิดของแฝดคู่ไม่เหมือน (non-identical twin)

นักวิจัยจาก Vrije University อัมสเตอร์ดัม มองไปที่การพัฒนาของไข่ในหญิงมากกว่า 500 คน เพื่อที่จะดูว่าทำไมการเกิดแฝดจึงเกิดขึ้นบ่อยนัก งานวิจัยนี้ได้ตีพิมพ์ในวารสาร journal Human Reproduction

แฝดเหมือน (Identical twins) เกิดขึ้นจากการปฏิสนธิของไข่ใบเดียวที่มีการแบ่งตัวทำให้ได้เด็ก 2 คน แต่แฝดคู่ไม่เหมือน (non-identical twin) เกิดจากการพัฒนาของไข่ที่ปฏิสนธิ 2 ใบ

แฝดคู่ไม่เหมือนนับเป็น 1 ใน 3 ของการท้องเด็กแฝด

ในวงจรปกติ ฮอร์โมนที่มีชื่อว่า follicle stimulating hormone (FSH) กระตุ้นการเจริญของไข่ที่อยู่ในฟอลลิเคิล (follicle) ในรังไข่ กระบวนการนี้ถูกควบคุมเมื่อฟอลลิเคิลเจริญเต็มที่แล้ว ระดับของฮอร์โมน FSH ก็จะลดลง

นักวิทยาศาสตร์ชาวดัชได้วิเคราะห์การพัฒนาของฟอลลิเคล (ซึ่งเป็นที่สร้างไข่) ในวงจร 959 รอบในผู้หญิง

เมื่อทำการให้สเปิร์มเข้าไปภายในมดลูกโดยตรง เพราะสาเหตุจากการเป็นหมันที่หาสาเหตุไม่ได้ หรือการเป็นอย่างอ่อนของผู้ชาย นักวิจัยพบว่ามีการพัฒนาของฟอลลิเคิลในรังไข่ที่สร้างไข่หลายใบ เกิดขึ้นในผู้หญิง 105 คน (ฟอลลิเคิล 1 อันมีขนาดใหญ่กว่า 14 มิลลิเมตร) ในผู้หญิง 105 คนนั้นมีเพียง 5 คนที่อายุต่ำกว่า 30 ปี 45 คนมีอายุระหว่าง 30-35 ปี และ 55 คน มีอายุมากกว่า 35 ปี ความเข้มข้นของฮอร์โมน FSH เพิ่มขึ้นตามอายุ ทั้งในผู้หญิงที่มีการพัฒนาของฟอลลิเคิลแบบมีการสร้างไข่ใบเดียวและหลายใบ แต่คนที่มีการสร้างไข่หลายใบจะมีระดับฮอร์โมนที่สูงกว่า

ในระยะสุดท้ายของระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง คือในช่วง 10 ปี ตั้งแต่ อายุ 38-48 ปี เรียกว่าช่วง peri-menopausal transition ซึ่งต่อมพิทูอิทารี (pituitary gland) ได้ผลิตฮอร์โมน FSH มากขึ้นๆ เพื่อใช้ในการกระตุ้นการพัฒนาของไข่ที่เหลืออยู่น้อยในฟอลลิเคิล

จากการศึกษาพบว่า ในผู้หญิงบางคนระดับของ FSH ได้สูงขึ้นเรื่อยๆ เกินระดับที่ต้องการในการทำให้ไข่ 1 ใบสุก อย่างไรก็ตาม ถ้ามีฟอลลิเคิล 2 อันหรือมากกว่าที่ประกอบไปด้วยไข่ที่มีคุณภาพดีที่พร้อมจะสุก เมื่อมีการกระตุ้นการตกไข่สองครั้งในเวลาเดียวกันเกิดขึ้น ทำให้เกิดการตั้งครรภ์แบบแฝดเกิดขึ้นได้มากขึ้น

Dr Cornelius Lambalk หัวหน้าหน่วยวิจัยทางการแพทย์ของระบบสืบพันธุ์จาก Vrije University Medical Centre ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำการศึกษา กล่าวว่า อายุที่มากขึ้นของผู้หญิงเกี่ยวพันกับความสามารถในการสืบพันธุ์ที่ลดลง เนื่องจากการลดลงของคุณภาพและจำนวนของไข่ที่พร้อมจะสุก แต่ในขณะเดียวกันก็มีการของอัตราการเกิดแฝดคู่ไม่เหมือนก็เพิ่มขึ้นด้วยอย่างชัดเจน ซึ่งก็ดูเหมือนจะเป็นปรากฏการณ์ที่ประหลาดที่ไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมดจนถึงตอนนี้

Dr Gillian Lockwood แพทย์ผู้อำนวยการของ Midland Fertility Services กล่าวว่า การศึกษาได้ชี้ชัดถึงอะไรที่ผู้เชี่ยวชาญสงสัย ผลของที่เราพยายามตั้งใจที่จะเหนี่ยวนำการตกไข่หรือ IVF เมื่อเราฉีดฮอร์โมน FSH ไปเพื่อกระตุ้นให้สร้างหลายฟอลลิเคิลใน 1 รอบ

เรื่องที่เกี่ยวข้องมากกว่าอัตราการเกิดที่ลดลง โดยเฉพาะกับหญิงที่แก่ ซึ่ง “ปล่อยให้มันสายเกินไป” เป็นที่น่าสนใจที่จะคาดเดาว่า กลไกของธรรมชาติอาจจะชดเชยให้ โดยเพิ่มเติมส่วนที่ขาดไปก่อนหน้านี้


ที่มา http://news.bbc.co.uk/2/hi/health/4735446.stm

ขั้วโลกเหนือเคยร้อนมาก่อน?

ขั้วโลกเหนือเคยร้อนมาก่อน?
ทีมสำรวจได้เจาะแกนตะกอนจากบริเวณพื้นมหาสมุทรอาร์คติก และพบข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่สะท้อนให้เห็นสิ่งที่สำคัญมาก คือ การเปลี่ยนแปลงของสภาพสิ่งแวดล้อมบนโลกในระยะยาว
9 พย 2004 เป็นวันที่นักวิทยาศาสตร์จาก ACEX (arctic coring expedition) รอมานานแสนนาน ทีมนักวิทยาศาสตร์ 32 คนประกอบไปด้วย นักธรณีวิทยา นักเคมี นักวิเคราะห์ฟอสซิล นักจุลชีววิทยา และนักอื่นๆอีกจาก 10 ประเทศมาพบกันที่ โกดังเก็บแกนตะกอนของ IODP (integrated ocean drilling program) ที่มหาวิทยาลัยเบรเมน ชั้นในโกดังนี้เก็บแกนตะกอนยาวถึง 75 กิโลเมตร ที่ได้จากการขุดเจาะพื้นมหาสมุทรแอตแลนติก ทะเลเมดิเตอเรเนียน ทะเลใต้ ทั้งหมดดูกตัดแบ่งให้ยาว 1.5 เมตร เก็บในถุงพลาสติก
เมื่อเร็วๆนี้ ได้มีการขุดเจาะแกนตะกอนยาว 340 เมตรที่มีค่ามาก ซึ่งได้มาจากการสำรวจนาน 6สัปดาห์ช่วง สค-กย ปี 2004 ในบริเวณที่ไม่ไกลจากขั้วโลกเหนือ
7 สค 2004 เรือ Oden เรือตัดน้ำแข็งยาว 108เมตร กว้าง 31เมตร กำลัง 24000แรงม้า ได้ออกจากเมือง Tromso ประเทศ Norway มุ่งหน้าสู่ขั้วโลกเหนือ เรือ Vidar Viking เรือโยงยาว 84เมตร ที่ปกติใช้ในการขุดเจาะน้ำมัน ก็ออกเดินทางตามมาติดๆ มันได้ถูกเปลี่ยนเป็นสถานีสำหรับขุดเจาะที่ขั้วโลกเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ โดยตรงกลางเรือมีเครื่องขุดเจาะสูง 34เมตร
10 สค 2004 ที่ 82 ดีกรีเหนือเส้นรุ้ง ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือของบริเวณ Franz-Joseph เรือ Odenและ Vidar Viking ได้ไปพบกับเรือ Sovetskiy Soyuz เรือตัดน้ำแข็งยาว 148เมตร ที่ใช้พลังงานปรมาณู ด้วยกำลัง 75000แรงม้า ด้วยเรือทั้ง 3ลำนี้ คณะสำรวจก็มั่นใจได้ว่าพวกเขาพร้อมแล้ว บริเวณที่จะทำการสำรวจคาดว่าจะมีน้ำแข็งปกคลุมอยู่หนาแน่นมาก ลมและกระแสน้ำก็ยังมีผลให้น้ำแข็งเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาด้วย ซึ่งทำให้แม้แต่เรือขุดเจาะที่มีกำลังมากอย่าง Vidar Viking อยู่นิ่งๆกับที่ได้ยาก ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก ถ้าเรือไม่อยู่นิ่งๆอาจทำให้เชือกของเครื่องเจาะขาดได้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของเรือ Odenและ Sovetskiy Soyuz ที่จะอยู่ไม่ไกลออกไปเพื่อคอยตัดแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่อาจหนาได้ถึง 4เมตร ให้เหลือขนาดที่จะไม่รบกวนเครื่องขุดเจาะได้
1 กย 2004 ที่อุณหภูมิ –5 องศาเซลเซียส งานดำเนินไปด้วยดี เรือ Vidar Viking อยู่ตำแหน่งที่ต้องการมาได้นานถึง 125 ชม แล้ว ชั้นตะกอนที่หนา 427เมตร ได้ถูกเจาะจนเกือบเสร็จแล้ว นักศึกษาฟอสซิลของจุลชีพ 9คน กำลังมีงานล้นมือ พวกเขาต้องวิเคราะห์อายุของชั้นตะกอนที่ขุดเจาะออกมา 5 กย 2004 เวลาประมาณตีสอง เครื่องเจาะก็เข้าถึงชั้นหินทราย เมื่อแกนตะกอนสุดท้ายถูกนำขึ้นมา เรือก็มุ่งหน้ากลับสู่ Tromso
แกนตะกอนทั้งหมดที่ได้มายาวรวมกัน 340เมตร จากสี่ตำแหน่ง และการขุดเจาะทั้งหมด 6ครั้ง ซึ่งให้ข้อมูลกว้างถึง 80ล้านปี แกนตะกอน 160เมตรแรก เกือบจะให้ข้อมูลที่สมบูรณ์ของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศใน 15ล้านปีที่ผ่านมา แกนตะกอนที่ส่วนก้อน 200เมตรให้ข้อมูลในยุคกลางและยุคแรกๆของ สมัย Paleogene หรือย้อนกัลไปถึงเกือบ 56ล้านปี แต่ยังไม่ทราบว่าทำไมข้อมูลช่วง 15-35 ล้านปีก่อนถึงขาดหายไป
ผลการสำรวจนี้แสดงให้เห็นว่า สภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมของบริเวณกลางมหาสมุทรอาร์คติก เป็นไปในทำนองเดียวกับของที่เกิดขึ้นในบริเวณอื่นๆของโลก ข้อมูลจาก microfossils ชี้ว่าเมื่อ 55ล้านปีก่อน มหาสมุทรอาร์คติกไม่ได้หนาวแบบนี้แต่อยู่ในช่วงอบอุ่นแบบ sub-tropical อุณหภูมิประมาณ 20องศาเซลเซียสเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ นี่เป็นครั้งแรกที่เราพบว่าอุณหภูมิสูงสุดของโลกในช่วงจุดเปลี่ยนระหว่างยุค Palaeocene กับEocene อยู่ที่มหาสมุทรอาร์ติก
แกนตะกอนยังมีข้อมูลที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นอีกคือ การมีอยู่ของสาหร่ายและเฟิร์นในน้ำจืด ของช่วงกลางยุค Eocene 49ล้านปีก่อน ชี้ให้เห็นว่า น้ำที่มาจากแม่น้ำจากทวีปที่อยู่รอบๆ มีความสำคัญต่อวงจรน้ำที่มหาสมุทรอาร์คติกอย่างมาก ซึ่งเป็นความรู้ที่ขัดกับความเชื่อที่มีมาแต่เดิม ตะกอนสารซิลิเกตและคาร์บอน ในกลางยุค Eocene ชี้ให้เห็นถึงการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตจำนวนมากที่ผิวน้ำ มากกว่าที่เป็นอย่างในยุคปัจจุบัน ในสมัยโน้นน่าจะมีพืชอาศัยอยู่มากทีเดียว ส่วนในช่วง 15ล้านปีก่อนน่าจะมีการพาทรายและอนุภาคซิลิเกตเข้ามาโดยสม่ำเสมอผ่านทางภูเขาน้ำแข็ง นั่นคือทะเลน้ำแข็งเริ่มมีบทบาทต่อสภาพอากาศของมหาสมุทรอาร์คติกในช่วงยุคนี้ อีกประเด็นก็คือการค้นพบหินซิลิเกตจากกลางยุคEocene ระหว่าง 40-46ล้านปีก่อน ซึ่งน่าจะถูกพามาที่มหาสมุทรอาร์คติกจากพื้นที่รอบๆโดยแผ่นน้ำแข็งที่ลอยมา ชี้ให้เห็นว่าสภาพอากาศมีความหนาวเย็นช่วงเดียวกับที่มหาสมุทรแอนทาร์คติกที่ขั้วโลกใต้ กำลังเริ่มเกิดเป็นทวีปน้ำแข็ง ซึ่งก่อนนี้เคยเชื่อว่าขั้วโลกใต้มีการเกิดน้ำแข็งเร็วกว่าที่ขั้วโลกเหนือมาก
ข้อมูลจาก
-Was the north pole once ice free? Albert Gerdes. German Research 2/2005
ข้อมูลเพิ่มเติม
-ข้อมูลเกี่ยวกับยุคทางธรณีวิทยา
-european consortium for ocean research drilling
-integrated ocean drilling program